|
ที่ผ่านมาการรวมกลุ่มประชาคมอาเซียนมิใช่เพื่อต้องการปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในภูมิภาค หรือการ ปกป้องคุ้มครองสิทธิแรงงานแต่อย่างใด เนื่องจากชนชั้นนำในรัฐบาลแต่ละประเทศ มิได้ให้ความสำคัญต่อ เรื่องเหล่านี้เท่าใดนัก นอกจากมูลเหตุทางการค้าและการลงทุน ที่จะเชื่อมประโยชน์ระหว่างกัน และการต่อ รองกับภูมิภาคอื่นเท่านั้นเอง ในขณะเดียวกัน ประเทศสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศก็ยังมีความแตกต่าง หลากหลายค่อนข้างมาก และยังต้องแข่งขันกันเองในระบบทุนนิยมเสรี ทำให้ทัศนคติของพลเมืองในแต่ละ รัฐยังไม่มีความรู้สึกร่วมในความเป็นอาเซียน เมื่อก้าวเข้าสู่โลกยุคโลกาภิวัฒน์ แต่ละประเทศ ต้องเผชิญ ปัญหาที่รัฐใดรัฐหนึ่งมิอาจแก้ไขได้โดยลำพัง ทำให้ต้องหันมารวมตัวกันเพื่อคลี่คลายปัญหาต่างๆ เหล่านั้น ร่วมกัน ซึ่งเราคาดหวังว่าจะเกิดพลังการรวมตัวกันในกลุ่มอาเซียน ที่มากกว่าวาระเรื่องผลประโยชน์ทางการ ค้าและการลงทุน แต่เป็นเรื่องของพลเมืองในภูมิภาค สิทธิมนุษยชน สิทธิแรงงาน วัฒนธรรมและนโยบาย สาธารณะในภูมิภาค เพื่อแก้ปัญหาของชนชั้นล่างทางสังคม ซึ่งมักประสบปัญหาซ้ำซ้อนในภูมิภาคนี้ โดย เฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาการละเมิดสิทธิแรงงานในขณะนี้
กว่า ๔๐ ปีที่ผ่านมาของการรวมกลุ่มอาเซียน ผู้มีบทบาทไม่เคยให้ความสำคัญและพูดถึงปัญหาสิทธิแรงงาน ทั้งยังเป็นตัวแทนของกลุ่มทุนที่จะเข้าไปมีบทบาทในอาเซียนร่วมกัน ทั้งนี้ เพราะกลไกอาเซียนมาจากคนใน รัฐบาลไม่ได้มาจากภาคพลเมือง ทั้งรัฐและทุนมักเป็นกลุ่มเดียวกันดังนั้น โครงสร้างของอาเซียนจึงไม่แตก ต่างจากโครงสร้างของแต่ละประเทศ ดังนั้นเพื่อให้เกิดเครื่องมือการคุ้มครองสิทธิแรงงานในระดับภูมิภาค อา เซียนต้องทำให้เรื่องของสิทธิแรงงานเสมอภาคกันของพลเมือง 570 ล้านคน ดังที่องค์การสหประชาชาติและ องค์การแรงงานระหว่างประเทศพยายามผลักดันให้เกิดมาตรฐานสิทธิแรงงานระดับสากล
เครือข่ายองค์กรแรงงานต่างๆในประเทศไทย อันประกอบด้วย คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (TLSC) สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (SERC) สหพันธ์แรงงานนานาชาติ ประจำประเทศ (ITUC-TC) เครือ ข่ายสหภาพแรงงานระหว่างประเทศ สำนักงานประเทศไทย (UNI-TLC) สหพันธ์แรงงานขนส่งระหว่างประเทศ สำนักงานประเทศไทย (ITF-Thailand) สหพันธ์แรงงานนานาชาติในกิจการเคมีภัณฑ์ , พลังงาน , เหมืองแร่ , แรงงานทั่วไป ประจำประเทศไทย (ICEM Thailand) และสหพันธ์แรงงานในกิจการสาธารณูปโภคระหว่าง ประเทศ ประจำประเทศไทย (PTAC Thailand) เครือข่ายองค์กรเอกชนด้านแรงงานข้ามชาติ (MWG) เครือ ข่ายปฏิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ (ANM) ได้มีการเสนอข้อเรียกร้องต่อเลขาธิการใหญ่ ILO และนายก รัฐมนตรี ในโอกาสการประชุมรัฐมนตรีแรงงานอาเซียน เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2551 ณ โรงแรมไฮแอต เอราวัณ โดยข้อเรียกร้องประกอบด้วย
1. การรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 และ 98 ซึ่งเป็นอนุสัญญาแรงงานหลัก (Core Labour Standard) ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ดังนั้นประเทศไทยก็ควรปฏิบัติให้สมฐานะที่ เป็นประเทศภาคีสมาชิก โดยการประกาศให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาทั้ง 2 ฉบับ และให้มีนโยบายด้านแรง งานในทางปฏิบัติอย่างเคร่งครัด สถานการณ์ในภาพรวมของผู้ใช้แรงงานในประเทศไทยยังถูกกีดกันในเรื่อง ของการรวมตัว ผู้ใช้แรงงานยังคงถูกคุกคามจากนายจ้าง บางส่วนถูกเลิกจ้างหรือเลือกปฏิบัติในรูปแบบต่างๆ และรัฐบาลไทยก็ปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเสมอมาจนถึงปัจจุบัน และกำหนดมาตรฐานในประเทศกลุ่มอาเซียนให้มีการรับรองอนุสัญญา 2 ฉบับ ดังกล่าว โดยให้มีการรับรอง ทุกประเทศในสมาชิกอาเซียน ทั้งนี้การรับรองอนุสัญญาควรครอบคลุมไปถึงอนุสัญญาหลักขององค์การแรง งานระหว่างประเทศทั้ง 8 ฉบับ (Core Labour Standard)
2. การกำหนดค่าจ้างที่เป็นธรรม “ค่าจ้าง” ไม่ได้เป็นเพียงตัวชี้วัดค่าตอบแทนสำหรับคนงานเท่านั้น แต่ยังเป็น ตัวชี้วัดสินค้าและบริการที่เข้าออกในระบบเศรษฐกิจอันเป็นผลมาจากการดำเนินงานของกลไกการผลิตด้วย เช่นกัน เศรษฐกิจจะมั่นคงอยู่ได้ก็เพราะค่าจ้างของคนงานที่ส่งผลต่อเนื่องถึงสมาชิกในสังคมกลุ่มอื่นๆและส่ง ผลให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ในสถานการณ์ปัจจุบันค่าจ้างขั้นต่ำของประเทศไทยอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ไม่พอเพียงต่อการดำรงชีพของคน งานในแต่ละวัน โดยขบวนการแรงงานไทยได้พยายามผลักดันให้เกิดค่าจ้างที่เป็นธรรมมาอย่างต่อเนื่อง โดย ให้คนงานและครอบครัวดำรงชีพอยู่ได้อย่างมีคุณภาพ แต่ก็ยังไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐแต่อย่างใด ทั้งนี้เครือข่ายองค์กรแรงงานในประเทศไทย หวังจากที่ประชุมอาเซียนในการกำหนดมาตรฐานค่าจ้างที่เท่า เทียมกันหรือใกล้เคียงกัน สำหรับงานประเภทเดียวกันในภูมิภาคอาเซียน เพื่อมิให้เกิดการย้ายฐานการผลิต ภายในภูมิภาคไปสู่ประเทศที่มีมาตรฐานค่าแรงต่ำกว่า อันจะส่งผลกระทบต่อพี่น้องผู้ใช้แรงงานที่ต้องถูกเลิก จ้างหากมีการย้ายฐานการผลิต ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิด “งานที่มีคุณค่า” (Decent Work) ของ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ ที่ดำเนินการให้มีการส่งเสริมแก่ทุกรัฐบาล องค์กรนายจ้าง และองค์กร ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกในการเสริมสร้างงานที่มีคุณค่า (Decent Work Deficits) ในแต่ละประเทศ
3. การคุ้มครองแรงงานนอกระบบ ในสถานการณ์ปัจจุบันเศรษฐกิจนอกระบบเติบโตอย่างรวดเร็วมาก เนื่อง จากการค้าเสรีและการแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรง ส่งผลให้รูปแบบการดำเนินเศรษฐกิจต้องมีการปรับตัว ผู้ ประกอบการจำนวนมากเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้วยการลดต้นทุนการผลิต ทำให้เกิดรูปแบบการจ้าง งานในลักษณะเหมาค่าแรง การจ้างเหมาช่วง การกระจายหน่วยการผลิต สถานการณ์ดังกล่าวขยายตัวไปทุก มุมโลก และส่งผลกระทบต่อมาตรฐานแรงงาน สิทธิแรงงานและความมั่นคงในอาชีพ แรงงานนอกระบบมี บทบาทสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจของทุกประเทศ ทำให้เศรษฐกิจในภาพรวมเจริญเติบโตขึ้น แต่ในความ เป็นจริงแรงงานนอกระบบ หรือแรงงานในภาคเศรษฐกิจนอกระบบยังไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิจากรัฐ อยู่กับ เงื่อนไขการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรม ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ เครือข่ายองค์กรแรงงานในประเทศไทย จึงขอเสนอให้ทุกรัฐบาลในอาเซียน ออก กฎหมายคุ้มครองแรงงานนอกระบบ ภายใต้หลักมาตรฐานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศและงานที่มี คุณค่า (Decent Work) ทุกรัฐบาลในอาเซียนต้องขยายการคุ้มครองการบริการทางด้านสาธารณสุข ในรูป แบบของประกันสังคมให้คุ้มครองถึงแรงงานทุกระบบอย่างทั่วถึง โดยได้รับมาตรฐานเดียวกันกับแรงงานใน ระบบและจ่ายเงินสมทบตามอัตราส่วนที่เหมาะสม นอกจากนี้ทุกรัฐบาลในอาเซียนต้องรับรองอนุสัญญา องค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 177 ว่าด้วยงานที่รับไปทำที่บ้าน (Home Work) คือต้องมีนโยบาย แห่งชาติเกี่ยวกับงานที่รับไปทำที่บ้านที่ส่งเสริมการปฏิบัติที่เท่าเทียมกันระหว่างผู้รับงานไปทำที่บ้านกับผู้ทำ งานรับค่าจ้างอื่นๆ โดยคำนึงถึงลักษณะของงานที่รับไปทำที่บ้านและเงื่อนไขที่จะนำมาปรับใช้กับประเภทงาน ที่เหมือนกัน หรือคล้ายคลึงกันกับที่ดำเนินการในสถานประกอบการตามความเหมาะสม
4. การคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ การคุ้มครองสิทธิแรงงานข้ามชาติในอาเซียน ไม่มีการพัฒนาให้สอดคล้อง กับมาตรฐานสากลที่กำหนดในข้อตกลงแรงงานระหว่างประเทศ แม้จะมีการลงนามรับรองในปฎิญญาอาเซียน ว่าด้วยการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิของแรงงานต่างด้าวไปแล้วสภาพการจ้างงานและการคุ้มครองสิทธิของ แรงงานข้ามชาติและแรงงานทั่วไปยังไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่มีการตั้งคณะกรรมการระดับภูมิภาคเพื่อ ดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง ในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนในครั้งนี้ เครือข่ายองค์กรแรงงานในประเทศไทย มีความหวังอย่างยิ่งที่จะเห็น ที่ประชุมได้แสดงท่าทีหรือมีมติต่อนโยบายด้านแรงงานข้ามชาติ โดยกำหนดให้ชัดเจนในเรื่องการบังคับให้มี การคุ้มครองสิทธิแรงงานข้ามชาติ ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันกับสิทธิแรงงานในประเทศนั้นในสายอาชีพเดียวกัน ทั้งในเรื่องของค่าจ้าง สิทธิคุ้มครองตามกฎหมาย สิทธิในการรวมตัวการร่วมเจรจาต่อรอง สิทธิในการเข้าถึง การบริการด้านสาธารณสุขและอาชีวอนามัย โดยทุกประเทศในอาเซียนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ เป็นมาตรฐานเดียวกันในการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติไม่ว่าจะจากประเทศใดไปทำงานที่ประเทศใดก็ตาม ทั้ง นี้เพื่อรองรับการย้ายถิ่นในการทำงานหรือการอพยพแรงงานในอนาคตอันใกล้นี้และอาเซียนต้องสร้างกลไก ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิแรงงานข้ามชาติอย่างเป็นรูปธรรม
5. ประเด็นความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในการทำงาน การประสบอันตรายและโรคซึ่งเกิดขึ้นจากการทำ งานเป็นปัญหาสำคัญ มีอัตราและความรุนแรงที่เพิ่มสูงขึ้น ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคม ของทุกประเทศ เนื่องจากมาตรฐานด้านความปลอดภัย สุขภาพอนามัย และสิ่งแวดล้อมในการทำงานและคุ้ม ครองผู้ป่วย ผู้ได้รับบาดเจ็บ ผู้ประสบอันตราย ตลอดจนผู้ได้รับผลกระทบ ยังไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างทั่วถึง และมีประสิทธิภาพในภูมิภาคอาเซียนนี้ รัฐบาลไทยยังไม่มีมาตรฐานหรือมาตรการที่จะให้ผู้ประกอบการ ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวเพื่อวางมาตรการในการป้องกันหรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เครือข่ายองค์กรแรงงาน ในประเทศไทยมีความพยายามผลักดันให้รัฐมีการแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการผลักดันร่างพระราช บัญญัติสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (ฉบับบูรณาการร่วม ของผู้ใช้แรงงาน) เพื่อให้มีการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการ ทำงาน ซึ่งเป็นองค์กรอิสระในการดูแลปัญหาดังกล่าว ดังนั้นเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันในอาเซียน ควรมีข้อกำหนดให้ทุกรัฐบาลโดยกระทรวงแรงงานหรือ กระทรวงใดตามความเหมาะสม ตามโครงสร้างการบริหารงานแต่ละประเทศ มีการดำเนินงานเพื่อแก้ปัญหา และป้องกันปัญหาความไม่ปลอดภัยและอาชีวอนามัยในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยต้องถือเป็น วาระแรงงานแห่งชาติวาระหนึ่งของแต่ละรัฐบาลในการปฏิบัติเพื่อคุ้มครองสุขภาพและชีวิตของคนงาน
ด้วยความต้องการที่จะเห็นความเข้มแข็งของประชาคมอาเซียน ภาคส่วนทางเศรษฐกิจ สังคม รวมไปถึงความ เข้มแข็งของพลเมืองในภาพรวม จะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดการคุ้มครองสิทธิแรงงานและสิทธิมนุษยชนที่เป็น มาตรฐานจากรัฐบาลในแต่ละภูมิภาค เป็นที่แน่นอนว่าหากพลเมืองอาเซียนมีความเข้มแข็งก็จะเป็นปัจจัยหนึ่ง ในการพัฒนาส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของประชาคมอาเซียนให้สามารถแข่ง ขันกับภูมิภาคหรือทวีปอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
|